ท่องตำนานกรีก(๓) - นางไคลทีเอ ตำนานทานตะวัน/นาร์ซิสซัส ผู้หลงเงาตนเอง
posted on 22 May 2005 15:01 by dragonfly in Literature-Mythologyเมื่อคราวก่อน ได้เล่าถึงเรื่องของสุริยเทพไป คราวนี้เลยจะขอเล่าถึงตำนานรักที่เกี่ยวข้องกับสุริยเทพบ้าง คือเรื่องของนางไคลทีเอ ผู้หลงรักสุริยเทพจนต้องกลายเป็นดอกทานตะวัน
นางไคลทีเอ (Clytië) เป็นพี่สาวของนางลูโคธีอา(บางที่ว่านางลูโคโธเอ) ซึ่งสุริยเทพเฮลิออสมาหลงรัก จนต้องปลอมเป็นมารดาของนางลูโคธีอาเพื่อเข้าหานาง พอเข้าห้องนางได้ก็กลับเป็นเฮลิออสร่วมหลับนอนกับนาง (ชั่วมากกกกกกก) นางไคลทีเอซึ่งหลงรักสุริยเทพอยู่รู้เข้าก็เกิดริษยา จึงไปฟ้องกษัตริย์ออร์คามัสผู้เป็นบิดา ทำให้นางลูโคธีอาถูกลงโทษให้ฝังทั้งเป็น สุริยเทพเฮลิออสเสียใจมาก จึงบันดาลให้นางลูโคธีอากลายเป็นพุ่มไม้หอมหรือกำยาน แต่ก็ไม่ได้มารักใคร่ไยดีอะไรกับนางไคลทีเอ หนำซ้ำจะเกลียดขี้หน้าหนักเข้าเสียอีก นางไคลทีเอจึงต้องทุกข์ระทมอยู่ลำพัง นางเฝ้าคร่ำครวญหาสุริยเทพ ไม่ยอมแตะต้องทั้งอาหารและน้ำเลยติดต่อกันถึง ๙ วัน (อึดเป็นบ้า) จนรากงอก กลายเป็นดอกทานตะวัน คอยหันหน้าตามดวงอาทิตย์ตั้งแต่อรุณรุ่งจนกระทั่งอาทิตย์อัสดงตลอดไป
อีกตำนานเล่าว่า นางไคลทีเอเป็นนางอัปสรประจำลำธาร นางหลงรักเทพอพอลโลในฐานะสุริยเทพ แต่อพอลโลไม่มีใจตอบ นางจึงได้แต่นั่งเฝ้ามองอพอลโลขับรถดวงตะวันข้ามฟากฟ้าตั้งแต่เช้าจรดเย็น ติดต่อกันถึง ๙ วัน โดยไม่เป็นอันกินอันนอน จนกระทั่งกลายเป็นดอกทานตะวัน คอยเฝ้ามองดวงตะวันไปตลอดกาล ดอกทานตะวันจึงเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงจริงใจ เหมือนกับนางไคลทีเอที่มั่นคงต่อสุริยเทพแต่เพียงผู้เดียวจนต้องกลายเป็นดอกทานตะวันนั่นเอง
***********************
อีกตำนานที่จะเล่าคราวนี้ คือตำนานดอกพลับพลึง หรือเรื่องของนาร์ซิสซัสนั่นเอง (เห็นในบล็อก fantastica เขาไปประกาศไว้แล้ว เลยต้องรีบมาเขียน - -")
คราวนี้เราจัดให้เป็นแพคเกจ คือนาร์ซิสซัส แล้วแถมด้วยนางเอคโค (ก็มันเกี่ยวกันอยู่น่ะนะ) จะเป็นอย่างไรนั้น เชิญติดตาม ตะแล้นตะแล้นตะแล้น~
นาร์ซิสซัส เป็นบุตรของนางอัปสรเลไรโอเพ กับเทพประจำแม่น้ำเซฟิสซัส นาร์ซิสซัสเป็นหนุ่มรูปงาม หล่อมากกกกกกกก จนมีผู้มาหลงรักมากมายทั้งหญิงและชาย (โอ้ว้าว o___O) แต่นาร์ซิสซัสก็ไม่ได้มีใจตอบผู้ใดเลย
ในบรรดาผู้ที่มาหลงรักนาร์ซิสซัสนี้ มีนางอัปสรเอคโครวมอยู่ด้วยนางเอคโคนี้ถูกเทวีฮีราสาปให้ไม่สามารถพูดสิ่งใดได้ นอกจากพูดทวนคำที่มีคนพูดก่อนเท่านั้น นางเอคโคหลงรักนาร์ซิสซัส แต่ไม่สามารถพูดได้ดั่งใจคิดได้ นาร์ซิสซัสพูดอะไรก็ได้แต่พูดตาม จนนาร์ซิสซัสโมโห นึกว่ามาล้อกันเล่น จึงด่าว่าตัดรอนนางเอคโคอย่างไม่ไยดี นางเอคโคทั้งเสียใจทั้งโกรธ เลยสวดอ้อนวอนต่อเทวีเนเมซิส-เทวีแห่งการแก้แค้นหรือกรรมตามสนอง ขอให้นาร์ซิสซัสมีรักที่ไม่สมปรารถนาบ้าง จะได้รู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น (บางตำนานก็ว่าเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกนาร์ซิสซัสปฏิเสธ หรือบ้างก็ว่าเป็นเหล่าหญิงสาวที่ถูกนาร์ซิสซัสหักอกชนิดไม่ถนอมน้ำใจ)
เทวีเนเมซิสก็บันดาลให้ตามที่นางเอคโค(หรือใครก็ตาม)ขอ เมื่อนาร์ซิสซัสแวะดื่มน้ำที่ลำธารแห่งหนึ่ง มองลงไปในน้ำเห็นเงาตัวเองก็เกิดหลงเงานั้น แต่เมื่อเอื้อมมือไปจะคว้าเงา เงานั้นก็กลับเลือนไปไม่สามารถคว้าได้ (ก็แหงล่ะย่ะ เงาในน้ำนี่) นาร์ซิสซัสจึงได้แต่นั่งเฝ้ามองเงาของตนด้วยความหลงใหล จนรากงอก กลายเป็นดอกพลับพลึงอยู่ริมน้ำตั้งแต่นั้นมา
และมีอีกตำนาน ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก บอกว่านาร์ซิสซัสมีน้องสาวฝาแฝดอยู่คนหนึ่งซึ่งนาร์ซิสซัสรักมาก แต่น้องสาวฝาแฝดก็เสียชีวิตไป นาร์ซิสซัสเสียใจมาก และวันหนึ่ง ขณะไปดื่มน้ำที่บ่อน้ำ มองลงไปในน้ำก็เกิดเห็นเงาตัวเองเป็นเงาน้องสาว จึงเฝ้ามองเงานั้นไม่เป็นอันกินอันนอน จนเสียชีวิตและกลายเป็นดอกพลับพลึงไปในที่สุด
ส่วนนางเอคโค (Echo) นั้นเดิมเป็นนางอัปสรที่มีศิลปะในการพูดเป็นเลิศ (แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่าพูดมากนั่นเอง) เทพซูสหรือจูปิเตอร์จึงใช้ให้คอยพูดจาชักจูงเทวีฮีราไว้ตอนที่พระองค์จะไปหากิ๊ก(หรือชู้นั่นเอง) พอเทวีฮีรารู้ว่าซูสแอบไปหากิ๊กอีกแล้วก็โกรธ และจะรีบตามไป แต่เจอนางเอคโคมาขวางไว้ และพูดจาจนเทวีฮีราฟังเพลินอยู่เป็นนาน กว่าเทวีฮีราจะรู้ตัวว่าโดนหลอกถ่วงเวลา ก็ตามซูสไม่ทันแล้ว จึงโกรธและสาปนางเอคโค ไม่ให้สามารถพูดอะไรได้อีก นอกจากจะพูดทวนสิ่งที่มีผู้อื่นพูดก่อนเท่านั้น นางเอคโคโดนสาป เสียความสามารถในการพูด ไม่สามารถพูดได้อย่างคนอื่นเขาอีกก็อับอาย จึงหลีกลี้หนีไปอยู่ตามลำพังในถ้ำในป่าเขา แต่เจ้ากรรมดันไปเจอนาร์ซิสซัสอีก เกิดหลงรักนาร์ซิสซัสแต่ไม่ได้รับความรักตอบ นางจึงตรอมใจจนเสียชีวิต เหลือแต่เสียงไว้ตามป่าเขา คอยสะท้อนตอบเสียงของผู้คนที่กู่ร้อง คำว่าเอคโค (Echo) จึงมีความหมายถึงเสียงสะท้อนนั่นเอง
) สาปให้นาร์ซิสซัสหลงรักตัวเอง เพราะเห็นนาร์ซิสซัสไม่มีความรักอยู่ในหัวใจ จึงโกรธ
#1 By P.S. on 2005-05-22 15:04