เมื่อคราวก่อน ได้เล่าถึงเรื่องของสุริยเทพไป คราวนี้เลยจะขอเล่าถึงตำนานรักที่เกี่ยวข้องกับสุริยเทพบ้าง คือเรื่องของนางไคลทีเอ ผู้หลงรักสุริยเทพจนต้องกลายเป็นดอกทานตะวัน

นางไคลทีเอ (Clytië) เป็นพี่สาวของนางลูโคธีอา(บางที่ว่านางลูโคโธเอ) ซึ่งสุริยเทพเฮลิออสมาหลงรัก จนต้องปลอมเป็นมารดาของนางลูโคธีอาเพื่อเข้าหานาง พอเข้าห้องนางได้ก็กลับเป็นเฮลิออสร่วมหลับนอนกับนาง (ชั่วมากกกกกกก) นางไคลทีเอซึ่งหลงรักสุริยเทพอยู่รู้เข้าก็เกิดริษยา จึงไปฟ้องกษัตริย์ออร์คามัสผู้เป็นบิดา ทำให้นางลูโคธีอาถูกลงโทษให้ฝังทั้งเป็น สุริยเทพเฮลิออสเสียใจมาก จึงบันดาลให้นางลูโคธีอากลายเป็นพุ่มไม้หอมหรือกำยาน แต่ก็ไม่ได้มารักใคร่ไยดีอะไรกับนางไคลทีเอ หนำซ้ำจะเกลียดขี้หน้าหนักเข้าเสียอีก นางไคลทีเอจึงต้องทุกข์ระทมอยู่ลำพัง นางเฝ้าคร่ำครวญหาสุริยเทพ ไม่ยอมแตะต้องทั้งอาหารและน้ำเลยติดต่อกันถึง ๙ วัน (อึดเป็นบ้า) จนรากงอก กลายเป็นดอกทานตะวัน คอยหันหน้าตามดวงอาทิตย์ตั้งแต่อรุณรุ่งจนกระทั่งอาทิตย์อัสดงตลอดไป

อีกตำนานเล่าว่า นางไคลทีเอเป็นนางอัปสรประจำลำธาร นางหลงรักเทพอพอลโลในฐานะสุริยเทพ แต่อพอลโลไม่มีใจตอบ นางจึงได้แต่นั่งเฝ้ามองอพอลโลขับรถดวงตะวันข้ามฟากฟ้าตั้งแต่เช้าจรดเย็น ติดต่อกันถึง ๙ วัน โดยไม่เป็นอันกินอันนอน จนกระทั่งกลายเป็นดอกทานตะวัน คอยเฝ้ามองดวงตะวันไปตลอดกาล ดอกทานตะวันจึงเป็นสัญลักษณ์ของความมั่นคงจริงใจ เหมือนกับนางไคลทีเอที่มั่นคงต่อสุริยเทพแต่เพียงผู้เดียวจนต้องกลายเป็นดอกทานตะวันนั่นเอง

***********************

อีกตำนานที่จะเล่าคราวนี้ คือตำนานดอกพลับพลึง หรือเรื่องของนาร์ซิสซัสนั่นเอง (เห็นในบล็อก fantastica เขาไปประกาศไว้แล้ว เลยต้องรีบมาเขียน - -")
คราวนี้เราจัดให้เป็นแพคเกจ คือนาร์ซิสซัส แล้วแถมด้วยนางเอคโค (ก็มันเกี่ยวกันอยู่น่ะนะ) จะเป็นอย่างไรนั้น เชิญติดตาม ตะแล้นตะแล้นตะแล้น~

นาร์ซิสซัส เป็นบุตรของนางอัปสรเลไรโอเพ กับเทพประจำแม่น้ำเซฟิสซัส นาร์ซิสซัสเป็นหนุ่มรูปงาม หล่อมากกกกกกกก จนมีผู้มาหลงรักมากมายทั้งหญิงและชาย (โอ้ว้าว o___O) แต่นาร์ซิสซัสก็ไม่ได้มีใจตอบผู้ใดเลย

ในบรรดาผู้ที่มาหลงรักนาร์ซิสซัสนี้ มีนางอัปสรเอคโครวมอยู่ด้วยนางเอคโคนี้ถูกเทวีฮีราสาปให้ไม่สามารถพูดสิ่งใดได้ นอกจากพูดทวนคำที่มีคนพูดก่อนเท่านั้น นางเอคโคหลงรักนาร์ซิสซัส แต่ไม่สามารถพูดได้ดั่งใจคิดได้ นาร์ซิสซัสพูดอะไรก็ได้แต่พูดตาม จนนาร์ซิสซัสโมโห นึกว่ามาล้อกันเล่น จึงด่าว่าตัดรอนนางเอคโคอย่างไม่ไยดี นางเอคโคทั้งเสียใจทั้งโกรธ เลยสวดอ้อนวอนต่อเทวีเนเมซิส-เทวีแห่งการแก้แค้นหรือกรรมตามสนอง ขอให้นาร์ซิสซัสมีรักที่ไม่สมปรารถนาบ้าง จะได้รู้ถึงความรู้สึกของผู้อื่น (บางตำนานก็ว่าเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่ถูกนาร์ซิสซัสปฏิเสธ หรือบ้างก็ว่าเป็นเหล่าหญิงสาวที่ถูกนาร์ซิสซัสหักอกชนิดไม่ถนอมน้ำใจ)

เทวีเนเมซิสก็บันดาลให้ตามที่นางเอคโค(หรือใครก็ตาม)ขอ เมื่อนาร์ซิสซัสแวะดื่มน้ำที่ลำธารแห่งหนึ่ง มองลงไปในน้ำเห็นเงาตัวเองก็เกิดหลงเงานั้น แต่เมื่อเอื้อมมือไปจะคว้าเงา เงานั้นก็กลับเลือนไปไม่สามารถคว้าได้ (ก็แหงล่ะย่ะ เงาในน้ำนี่) นาร์ซิสซัสจึงได้แต่นั่งเฝ้ามองเงาของตนด้วยความหลงใหล จนรากงอก กลายเป็นดอกพลับพลึงอยู่ริมน้ำตั้งแต่นั้นมา

และมีอีกตำนาน ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก บอกว่านาร์ซิสซัสมีน้องสาวฝาแฝดอยู่คนหนึ่งซึ่งนาร์ซิสซัสรักมาก แต่น้องสาวฝาแฝดก็เสียชีวิตไป นาร์ซิสซัสเสียใจมาก และวันหนึ่ง ขณะไปดื่มน้ำที่บ่อน้ำ มองลงไปในน้ำก็เกิดเห็นเงาตัวเองเป็นเงาน้องสาว จึงเฝ้ามองเงานั้นไม่เป็นอันกินอันนอน จนเสียชีวิตและกลายเป็นดอกพลับพลึงไปในที่สุด

ส่วนนางเอคโค (Echo) นั้นเดิมเป็นนางอัปสรที่มีศิลปะในการพูดเป็นเลิศ (แปลเป็นภาษาชาวบ้านว่าพูดมากนั่นเอง) เทพซูสหรือจูปิเตอร์จึงใช้ให้คอยพูดจาชักจูงเทวีฮีราไว้ตอนที่พระองค์จะไปหากิ๊ก(หรือชู้นั่นเอง) พอเทวีฮีรารู้ว่าซูสแอบไปหากิ๊กอีกแล้วก็โกรธ และจะรีบตามไป แต่เจอนางเอคโคมาขวางไว้ และพูดจาจนเทวีฮีราฟังเพลินอยู่เป็นนาน กว่าเทวีฮีราจะรู้ตัวว่าโดนหลอกถ่วงเวลา ก็ตามซูสไม่ทันแล้ว จึงโกรธและสาปนางเอคโค ไม่ให้สามารถพูดอะไรได้อีก นอกจากจะพูดทวนสิ่งที่มีผู้อื่นพูดก่อนเท่านั้น นางเอคโคโดนสาป เสียความสามารถในการพูด ไม่สามารถพูดได้อย่างคนอื่นเขาอีกก็อับอาย จึงหลีกลี้หนีไปอยู่ตามลำพังในถ้ำในป่าเขา แต่เจ้ากรรมดันไปเจอนาร์ซิสซัสอีก เกิดหลงรักนาร์ซิสซัสแต่ไม่ได้รับความรักตอบ นางจึงตรอมใจจนเสียชีวิต เหลือแต่เสียงไว้ตามป่าเขา คอยสะท้อนตอบเสียงของผู้คนที่กู่ร้อง คำว่าเอคโค (Echo) จึงมีความหมายถึงเสียงสะท้อนนั่นเอง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ผมป่าวเร่งให้เขียนนะ แค่บอกว่าเห็น blog นี้เกริ่นๆ ไว้ว่าจะเล่าแค่นั้นเอง

#1 By P.S. on 2005-05-22 15:04

ว่าแล้ว ๆ มีหลายเวอร์ชั่นมาก ๆ เลยเรื่องนาร์ซิสซัสกะเอ็คโค่เนี่ย มีอยู่เวอร์ชั่นหนึ่ง บอกว่า เทพีวีนัส หรืออะโฟรไดต์ (เทพีแห่งความรักอะค่ะ ) สาปให้นาร์ซิสซัสหลงรักตัวเอง เพราะเห็นนาร์ซิสซัสไม่มีความรักอยู่ในหัวใจ จึงโกรธ

แต่จะเวอร์ชั่นไหน พี่ก็ยังอยากฟังอยู่ดี
ดีจัง... นี่ก็เพิ่มเวอร์ชั่นมีน้องสาวฝาแฝดขึ้นมาอีกละน้า...

ป.ล. อภัยให้น้อง P.S. เถอะค่ะ ถ้าไม่ได้น้องเขาช่วยชี้ทาง พี่คงไม่ได้มาอ่านเรื่องโปรดของตัวเองที่นี่ แล้วก็คงน่าเศร้ามากเลย
ที่ต้องรีบเขียน เพราะไม่รู้จะว่างอีกทีเมื่อไหร่ ไม่ได้ว่าอะไรนิคะ - -" ต้องขอบคุณเสียอีกที่ช่วยโปรโมทบล็อกให้ แถมช่วยเม้นท์ตลอดเลย (คราวนี้มาเร็วมาก อัพไปแป๊บเดียวเอง)

ตำนานพวกนี้ มันมีหลายฉบับอยู่แล้วค่ะ เพราะมันก็บอกอยู่แล้วว่าตำนาน ตำไปนานๆมันก็เลยแหลก... อ้าว มั่วแล้วไง - -" คือว่าเรื่องตำนานพวกนี้ นักเขียนสมัยก่อนก็เขียนหรือเล่าสืบทอดกันมา แน่นอนว่าพอนานไป มันก็มีแต่งเติมบ้าง หรือนักเขียนบางคนก็อาจมีฉบับของตนเองอีก อย่างเรื่องน้องสาวฝาแฝดของนาร์ซิสซัสนั่นเป็นผลงานของเพาเซนิอัส หรืออย่างสุริยเทพเทวีจันทราที่เล่าไปคราวก่อน แต่เดิมจะหมายถึงเฮลิออสและเซเลเน แต่นักเขียนรุ่นหลังๆจะเริ่มหันไปให้ความสนใจกับอพอลโลและไดอานามากกว่า โดยที่แต่เดิมตำแหน่งของอพอลโลกับไดอานาจะออกไปทางเทพเทวีแห่งการล่าสัตว์ การยิงธนู เทือกนั้นมากกว่า

คราวหน้าเรื่องอะไรดี นางไซเรนดีไหม จะได้แถมเรื่องนางไซเลนท์ด้วยเลย (ตำนานฉบับเคียว) เดี๋ยวลองไปเช็คที่บล็อกคุณP.S.อีกทีแล้วกันเนาะ จะได้ไม่ซ้ำกัน (แบบใครอยากอ่านเรื่องนี้ไปบล็อกนั้น อยากอ่านเรื่องนั้นมาบล็อกนี้)

#3 By LIL on 2005-05-22 20:26

LIL : แบบใครอยากอ่านเรื่องนี้ไปบล็อกนั้น อยากอ่านเรื่องนั้นมาบล็อกนี้<<< อ้อ นั่นแหละเจตนาผมแบบนั้นอยู่แล้วครับ ถึงได้เอาพี่ Mrs. Holmes มาฝากไว้ที่ blog นี้ไง

#4 By P.S. on 2005-05-22 22:04

เรื่องต่อไปต้องรอนานหน่อยนี่เอง อืม ๆ ก็ลองแวะเข้าอีกแหละค่ะ กลัวตัวเองพลาดอะไรไป
โอ๊ะ blog ตำนานที่น่าสนใจอีกอันนึง ผมขอ add ด้วยนะงับ

ผมก็เคยอ่านมาจำได้ว่าเป็นเทพี อะโพรไดท์นะคับที่มาสาปนาร์ซิสซัสเมืองกันนะคับ 555
ต่อมาโรคจิตที่คนที่เป็นหลงรักตัวเองเค้าเรียกกันว่า นาร์ซึมส์ (narcisms) แล้วก็ ดอกไม้ที่ขึ้นจากบ่อที่นาร์ซิสซัสตาย ก็มีชื้อเรียกตามกันมาว่าดอกนาร์ซิสซัส (ใบเรียวเล็ก ดอกรูปร่างเหมือนทรัมเปท หรือ ถ่วยคว่ำอ่ะคับ สีขาวไม่ก็เหลือง)

#7 By Mabus the Exodus Guilty on 2005-09-04 01:29

ดีจัง หนุกดี

#8 By (161.246.1.33 /161.246.50.133) on 2005-09-04 11:33

สมใจนึก...
ขอบคุณน้อง PS ที่แนะนำมาที่นี่

#9 By Soup on 2005-09-11 00:05

เราได้แสดงเป็นเอ็คโค่ประกวดละครภาษาอังกฤษด้วย

#10 By ขวัญ (210.246.76.200) on 2005-10-05 13:12

Miller I mean the events in this-wait a look at. He sighed bellowed in the damaged French twist showing off

#11 By buy tramadol (72.36.223.73) on 2006-04-16 15:37

Well done!

#12 By tramadol (72.36.223.73) on 2006-05-07 07:08

very best blog!

#13 By paxil cr (72.36.223.73) on 2006-05-07 11:15

ว้าว เราของแอดเฟฟนะค่ะ
ชอบเรื่องเกี่ยวกับตำนานเทพของกรีกเหมือนกัน

เรื่องของนาซิสซัส (แต่นังสือที่เราอ่านมาดันเป็น นาร์ซีซัส)
กับเอคโค่เราก็พอรู้อยู่บ้าง แต่เพิ่งรู้ตำนานดอกทานตะวันนี่แหละ

เป็นอะไรที่สนุกจริงๆนะเทพกรีกเนี่ย

แต่ชื่อของเทพที่เราเรียกจนคุ้นปากส่วนใหญ่จะเป็นชื่อเรียกแบบโรมันมากกว่า
อย่างเฮร่า(ภรรยาหลวงของซีอุส) เราจะคุ้นกับชื่อจูโน และซีอุส(หรือซุสนั่นแหละค่ะ)เราก็จะเรียกว่าจูปีเตอร์

ที่เราเคยอ่านมานาร์ซิสซัสถูกนางพรายนางหนึ่งสาปให้หลงรักเงาตัวเอง แต่เราว่าความจริงน่าจะเป็นเทวีเนเมซิสมากกว่า

#14 By ~!+蛍 HotarU+!~ on 2007-10-26 12:46

ให้ดอกนาร์ซิสซัสแก่เธอนะจ๊ะ

#15 By ขวัญ (202.57.175.20) on 2008-06-14 12:43