ประกาศปิดบล็อกค่ะ

posted on 18 Feb 2008 12:40 by dragonfly

 ประกาศปิดบล็อกนี้ค่ะ

จริงๆ น่าจะประกาศมาหลายปีแล้วนะเนี่ย

บทความที่ลงไว้จะยังไม่ลบออก แต่หากยังพบว่าถูกนำไปลงที่นั่นที่นี่โดยไม่ได้รับอนุญาตอยู่อีกเรื่อยๆ ก็จะลบบทความทั้งหมดออกนะคะ

หมายเหตุ - ปัจจุบันเราทำบล็อก http://pianocorner.exteen.com อยู่ เกี่ยวกับเรื่องเปียโนและดนตรี หากสนใจก็เชิญแวะไปเยี่ยมชมค่ะ

ก่อนอื่นขอชี้แจงก่อนว่า ข้าพเจ้าพยายามอัพบล็อกมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว แต่เป็นอันจะต้องมีเหตุขัดข้องทุกครั้งไป วันนี้จะพยายามเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว ถ้ายังไม่ได้อีกก็อย่าอ่านมันเลย

วันนี้ขอนำเสนอช่วงสุดท้ายของรายการแนะนำหนังสือ "ปวงเทพผู้นิราศ" เขียนโดย พัณณิดา ภูมิวัฒน์ โดยจะนำเรื่องหนึ่งในเล่มมาเล่าสู่กันฟัง คือเรื่องของบราวนีแห่งเฟิร์นเดน เรื่องนี้เป็นตำนานเคลติกส่วนที่เล่ากันในสกอตแลนด์ เป็นพวกนิทานแฟรี เรื่องนี้ไม่ใช่พวกตำนานเทพเจ้าวีรบุรุษอะไร แต่เราว่ามันน่ารักดี แล้วก็เป็นเรื่องที่ติดใจมาก เลยเลือกมาเล่าให้ฟังกัน

เรื่องมีอยู่ว่า มีฟาร์มแห่งหนึ่งชื่อเฟิร์นเดน ซึ่งตั้งชื่อตามหุบเขาที่เป็นที่ตั้ง ว่ากันว่าที่ฟาร์มนี้มีบราวนีอยู่ตัวหนึ่ง บราวนีนี้เป็นบราวนีนิสัยดี มักช่วยทำงานต่างๆในฟาร์ม เวลาที่มีงานเร่งอะไร ก็แค่เปิดประตูโรงนา หรือโรงปลูกพืชทิ้งไว้ และวางชามใส่นมไว้ให้ พอเช้ามานมก็จะหายไป และงานทั้งหมดก็เสร็จเรียบร้อย

แต่ถึงอย่างนั้น ผู้คนก็กลัวบราวนี และมักไม่กล้าออกไปไหนยามค่ำคืนตามลำพัง เพราะกลัวจะเจอบราวนีเข้า มีแต่เมียชาวนาเท่านั้นที่เป็นคนดีและไม่กลัว นางมักจะเลือกนมที่ดีที่สุดใส่ชามให้บราวนี และบอกว่าบราวนี้ช่วยทำงานมากมายโดยเอาแค่นมเป็นสิ่งตอบแทน ดังนั้นมันจึงสมควรได้รับนมที่ดีที่สุด

อยู่มาวันหนึ่ง เมียชาวนาป่วยหนักมาก ที่ฟาร์มนั้นไม่มีหมอ ผู้มีวิชาแพทย์ที่อยู่ใกล้ที่สุดคือแม่เฒ่าคนหนึ่งซึ่งอยู่ในกระท่อมห่างออกไปถึงเจ็ดไมล์ ชาวนายินดีจะไปรับแม่เฒ่าแต่ก็กลัวภรรยาจะตายระหว่างที่เขาไม่อยู่ คนอื่นก็ไม่มีใครยอมไปเพราะกลัวบราวนี จึงได้แต่เกี่ยงกันอยู่

ระหว่างที่เถียงกันอยู่นั้นเอง ไม่มีใครทันได้สังเกตร่างเล็กๆที่แอบฟังอยู่ตรงประตู นั่นคือบราวนีนั่นเอง มันมาที่ฟาร์มเพื่อดูว่ามีงานอะไรให้ทำบ้าง แต่เห็นไฟยังเปิดอยู่และมีเสียงคนคุยกันจึงมาดู บราวนีชอบเมียชาวนา เมื่อรู้ว่านางป่วยหนักและไม่มีใครยอมไปตามหมอเพราะกลัวมัน มันก็กระทืบเท้าที่เหมือนตีนเป็ดของมันอย่างขัดใจ

"โง่จริงๆ โง่ที่สุด" บราวนีว่า "ไม่รู้หรือว่าข้าพยายามหลบไม่ให้ใครเห็นขนาดไหน ไม่ได้การ ถ้าเป็นอย่างนี้ผู้หญิงคนนั้นต้องตายแน่ๆ บราวนีเห็นทีจะต้องจัดการเองแล้ว"

แล้วบราวนีก็ไปที่โรงนา เอาเสื้อคลุมของชาวนาคลุมไม่ให้เห็นรูปร่างหน้าตาของมัน แล้วเลือกม้าที่วิ่งเร็วที่สุดควบออกไปทันที

ไม่ช้า มันก็ถึงบ้านของหญิงชรา เวลานั้นนางเข้านอนแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูนางก็ลุกออกมาดู บราวนีขอให้นางไปดูเมียชาวนา หญิงชราจึงแต่งตัวออกมา บราวนีช่วยให้นางขึ้นซ้อนบนหลังม้า แล้วควบกลับโดยเร็ว

เมื่อมาถึงบริเวณหุบเขา หญิงชราก็นึกกลัว จึงเอ่ยถามว่า "เราจะเจอตัวบราวนีหรือเปล่านี่ เขาว่าตัวบราวนีจะนำโชคร้าย เราอ้อมไปไม่ดีกว่าหรือ"

บราวนีจึงหัวเราะ แล้วตอบว่า "อย่ากังวลไปเลย คืนนี้ท่านจะไม่ได้พบอะไรที่น่ากลัวไปกว่าคนที่ท่านซ้อนหลังอยู่หรอก"

หญิงชราตอบว่า "ถ้าเช่นนั้นก็ดี เพราะถึงข้าจะไม่เห็นหน้าท่าน แต่ท่านต้องเป็นมนุษย์แน่นอน เพราะท่านดูแลคนแก่อย่างดี"

ไม่ช้าบราวนีก็พาหญิงชรามาถึงฟาร์ม มันช่วยหญิงชราลงจากม้าตอนนั้นเอง เสื้อคลุมก็เลื่อนหลุดออก เผยให้เห็นรูปร่างของมัน แต่หญิงชรานั้นตาค่อนข้างฟาง และเวลานั้นก็มืด นางจึงมองเห็นไม่ถนัด

"ทำไมเจ้าจึงตาโตนักเล่า" นางถาม "แล้วขาอะไรนั่น ข้าไม่เคยเห็นใครมีขาอย่างนี้เลย ดูอย่างกับตีนเป็ดแน่ะ"

"ข้าเดินทางมากจนขาเปลี่ยนรูป" บราวนีตอบ "อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย รีบเข้าไปในบ้านเถิด แล้วถ้าใครถามว่าทำไมมาถึงเร็วนัก ก็ตอบเขาไปว่าเพราะขาดคน ท่านจึงซ้อนม้าตัวบราวนีแห่งเฟิร์นเดนมา"

ถ้าพูดถึง Ragnarok หลายคนก็คงนึกถึงเกมออนไลน์ที่เคยฮิตที่สุดในประเทศไทย บางคนก็คงรู้เรื่องราวของแรกนารอค เทพโอดิน โลกิ อยู่แล้ว แต่บางคนก็เอาไปสับสนกับปกรณัมกรีก-โรมัน เพราะไม่รู้ว่าปกรณัมยุโรปยังมีสายอื่นอีก เรื่องของแรกนารอคนี้เป็นปกรณัมสายติวตันนิก หรือจะให้เฉพาะลงไปอีกก็คือของไวกิ้ง ซึ่งก็ได้รับความนิยมกล่าวถึงค่อนข้างมากในประเทศไทยนะ เลยจะขอเอามาเล่าสู่กันฟังโดยคร่าวๆ จะได้พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร

ขอชี้แจงก่อน ว่าเนื้อหาที่นำมานี้ เอามาจากหนังสือ "ปวงเทพผู้นิราศ" ของคุณพัณณิดา ภูมิวัฒน์ ซึ่งได้ลงแนะนำหนังสือไปในเอนทรีที่แล้ว (นี่ยังอยู่ในช่วงโฆษณาหนังสือนะ โปรดทราบ)

เริ่มตั้งแต่เรื่องการสร้างโลก แต่แรกนั้นโลกแบ่งเป็นสองดินแดน คือนิเฟลไฮม์ (Niflheim) เป็นแดนหิมะหนาวเย็นอยู่ทางเหนือ และมุสเปลไฮม์ (Muspelheim) เป็นแดนเพลิงร้อนแรงอยู่ทางใต้ ตรงกลางเป็นอากาศเวิ้งว้างว่างเปล่าเรียกว่า กินนุนกากัป (Ginnungagap)

ต่อมาแม่น้ำสิบเอ็ดสายไหลมาจากนิเฟลไฮม์ แล้วก็แข็งตัวเป็นน้ำแข็งถมเต็มกินนุนกากัป แต่พอแผ่ไปใกล้ถึงมุสเปลไฮม์ น้ำแข็งก็ละลาย เกิดเป็นยักษ์น้ำแข็งชื่อยิมีร์ (Ymir)และแม่วัวอูดุมลา (Audumla) ยิมีร์ดื่มนมของอูดุมลาเป็นอาหาร และอูดุมลาก็เลียน้ำแข็งเป็นอาหาร เมื่อยิมีร์หลับ เหงื่อของยิมีร์กลายเป็นยักษ์น้ำแข็งขึ้นมา และเป็นต้นเผ่าพันธุ์ของพวกยักษ์ ส่วนอูดุมลาก็เลียน้ำแข็งไปจนเจอรูปคนนอนอยู่ในน้ำแข็ง ก็เลียไปจนน้ำแข็งละลาย ร่างนั้นก็กลายเป็นคนชื่อบูรี (Buri) บูรีมีบุตรชื่อบอร์ (Bor) บอร์สมรสกับนางยักษ์น้ำแข็งเบสต์ลาและมีบุตรสามคน คือโอดิน (Odin) วิลิ (Vili) และวี (Ve) ซึ่งเป็นเทพเจ้าชุดแรก

โอดินกับน้องทั้งสองฆ่ายักษ์ยิมีร์และล้างเผ่าพันธุ์ยักษ์น้ำแข็ง เหลือแต่ยักษ์ชื่อ เบอร์เกลมีร์กับภรรยาซึ่งรอดไปได้ และเป็นต้นเผ่าพันธุ์ของเหล่ายักษ์ในภายหลัง จากนั้นโอดินกับน้องๆ ก็ลากร่างของยิมีร์เข้าไปในกินนุนกากัป เอาเนื้อสร้างเป็นแผ่นดิน กระดูกและฟันเป็นภูเขา เลือดเป็นแม่น้ำและทะเล กะโหลกเป็นท้องฟ้า สมองเป็นเมฆ แล้วก็เอาเปลวไฟจากมุสเปลไฮม์โยนขึ้นไปในท้องฟ้า กลายเป็นพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาว ส่วนมนุษย์คู่แรกนั้นสร้างขึ้นจากไม้แอชและเอล์ม โดยสร้างผู้ชายจากต้นแอช ชื่อว่าอัสค (Ask) และสร้างผู้หญิงจากต้นเอล์ม ชื่อเอมบลา (Embla)

โลกในตำนานไวกิ้งประกอบด้วยสามชั้น มีต้นยิกดราซิล (Yggdrasil) เป็นประธาน ต้นยิกดราซิลมีสามราก แต่ละรากก็อยู่ในแต่ละชั้น คอยยึดดินแดนต่างๆ ให้อยู่คงที่ โลกสามชั้นนี้แบ่งออกเป็นเก้าโลก ชั้นบนสุดคือที่อยู่ของเทพเจ้าและพวกเอลฟ์ มีสามโลก คือ
- อัสการ์ด (Asgard) เป็นที่อยู่ของเทพกลุ่มแอซิร์
- วานาไฮม์ (Vanaheim) เป็นที่อยู่ของเทพกลุ่มวานิร์
- อัลฟ์ไฮม์ (Alfheim) เป็นที่อยู่ของพวกเอลฟ์

โลกชั้นกลาง มีสี่โลก คือ
- มิดการ์ด (Midgard) เป็นที่อยู่ของมนุษย์
- โยทุนไฮม์ (Jotunheim) เป็นแดนยักษ์
- นิดาเวลลีร์ (Nidavellir) เป็นที่อยู่ของคนแคระ
- สวาร์ตอัลฟ์ไฮม์ (Swartalfheim) เป็นดินแดนของเอลฟ์ดำ หรือ Dark Elf

โลกชั้นล่างสุด คือสองโลกที่เหลือ ประกอบด้วย
- นิเฟลไฮม์ หรือ เฮล (Hel) เป็นดินแดนหิมะอันหนาวเย็น เป็นถิ่นของคนตาย มีราชินีชื่อเฮลปกครอง บางครั้งก็เรียกดินแดนนี้ตามชื่อของราชินีเฮล คนที่ป่วยตายหรือแก่ตายจะต้องมายังเฮล ส่วนคนที่ตายอย่างกล้าหาญในสนามรบจะได้ไปอยู่กับโอดินในวังวัลฮัลลส
- มุสเปลไฮม์ เป็นถิ่นของยักษ์ไฟ มีซูร์ต (Surt) เป็นผู้ปกครอง

ขอพูดถึงเทพเจ้ากลุ่มวานิร์ (Vanir) ก่อนแล้วกัน เทพกลุ่มนี้มีหัวหน้าคือนจอร์ด (Njord) เป็นกษัตริย์แห่งท้องทะเล มีวัลอยู่ใต้สมุทร สมรสกับยักษิณีชื่อสคาดิ (Skadi) แต่สคาดิรักแผ่นดินและภูเขามากกว่าวังใต้น้ำ ส่วนนจอร์ดชังแผ่นดิน ในที่สุดทั้งสองจึงแยกทางกัน

นจอร์ดและสคาดิมีบุตรชายหญิงชื่อเฟรย์ (Freyr) และเฟรย่า (Freyja) เฟรย์มีดาบวิเศษที่ขยับได้ตามใจนึก และเรือวิเศษที่สามารถขยายใหญ่พอให้เทพทุกองค์ขึ้นไปหรือย่อลงจนเก็บใส่กระเป๋าได้ ส่วนเฟรย่าเป็นเทพีที่แห่งความรักและความงาม มีสร้อยคอวิเศษชื่อบริซินกาเมนและเป็นผู้ควบคุมความอุดมสมบูรณ์เช่นเดียวกับภรรยาของธอร์อีกด้วย

เทพอีกองค์หนึ่งชื่อแอกิร์ (Aegir) เป็นเทพสมุทรเช่นเดียวกับนจอร์ด แอกิร์มีบุตรสาวเก้าคนซึ่งมีหน้าที่ทำให้คลื่นเคลื่อนไหว ธิดาของแอกิร์เหล่านี้มีนิสัยแปรปรวน และมักลากเอากะลาสีเรือแตกลงมาอยู่ด้วย เก้าคนนี้มีบุตรชื่อไฮม์ดัลล์ (Heimdall) เป็นยามรักษาสะพานรุ้งที่เชื่อมระหว่างอัสการ์ดกับมิดการ์ด ไฮม์ดัลล์มีเขาสัตว์ชื่อจาลล์ ซึ่งเมื่อถึงวันแรกนารอค ไฮม์ดัลล์จะเป่าเขานี้สะเทือนไปทั่วโลกทั้งเก้า

ส่วนเทพเจ้ากลุ่มแอซิร์ (Aesir) มีเทพโอดินเป็นหัวหน้า มีภรรยาคือฟริกก์ โอดินมีดวงตาข้างเดียวมีอาวุธเป็นหอกชื่อกุงนีร์ (Gungnir) มีม้าแปดขาชื่อ สลิปนีร์ (Sleipnir) มีกาสองตัวชื่อ ฮูกินน์ (Huginn ความคิด) และมูนินน์ (Muninn ความจำ)

เทพีแห่งชะตากรรมทั้งสามที่เรียกว่านอร์น ได้บอกโอดินว่า วันหนึ่งโลกจะล่มสลายในวันมหาวินาศแรกนารอค (Ragnarok) โอดินจึงพยายามหาความรู้เพื่อป้องกัน เขายอมเสียตาข้างหนึ่งเพื่อจะได้ดื่มน้ำในบ่อแห่งปัญญา ไปขโมยเหล้าแห่งบทกวีจากพวกยักษ์ที่โยทุนไฮม์ แขวนตัวเองไว้กับต้นยิกดราซิลเก้าวันเก้าคืนเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับคนตาย โอดินมีเทพีนักรบในสังกัดของตนคือพวกวาลคีรี (Valkyrieอ่านรายละเอียดได้ในบล็อก fantastica)คอยรวบรวมนักรบกล้าหาญที่ตายในสงคราม โอดินสร้างวังชื่อวัลฮัลลา มีกำแพงเป็นหอกทอง หลังคาเป็นโล่ทองให้นักรบเหล่านั้นอยู่ โดยจะให้นักรบเหล่านี้ออกสู้กับยักษ์และสัตว์ร้ายต่างๆ ในวันแรกนารอค

โอดินมีบุตรชื่อ ธอร์ (Thor) เป็นนักรบที่เก่งกล้าที่สุดในบรรดาเทพเจ้า ธอร์เป็นเทพแห่งสายฟ้า มีอาวุธประจำตัวคือค้อนมจอลล์นิร์ (Mjollnir) เวลาขว้างค้อนจะทำให้เกิดสายฟ้าฟาดลงมายังแผ่นดิน ธอร์มีภรรยาชื่อซิฟ (Sif) เป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์

โอดินยังมีบุตรชื่อบัลเดอร์ (Balder) และโฮเดอร์ (Hoder) บัลเดอร์เป็นเทพแห่งแสงสว่าง มีภรรยาชื่อนันนา (Nanna) และมีบุตรชื่อฟอร์เซติ (Forseti) ซึ่งเป็นเทพแห่งความยุติธรรม ส่วนโฮเดอร์เป็นเทพแห่งความมืด

เทพสำคัญอีกองค์หนึ่งคือทีร์ (Tyr) เป็นเทพที่ได้รับการยกย่องว่ากล้าหาญที่สุด เมื่อครั้งที่เหล่าเทพจะมัดสุนัขป่าเฟนรีร์ เฟนรีร์ไม่ยอมให้มัดจนกว่าจะมีเทพองค์ใดเอามือใส่ปากมัน ทีร์จึงเอามือใส่ปากเฟนรีร์ พอเหล่าเทพมัดเฟนรีร์ได้แล้วไม่ยอมปล่อย เฟนรีร์จึงกัดมือทีร์ขาด ทีร์เป็นเทพแห่งกฎหมายและความยุติธรรม เวลาคนไวกิ้งกล่าวคำสาบานจะต้องอ้างชื่อทีร์เป็นพยาน

ในกลุ่มเทพแอซิร์ มีบุตรของยักษ์อยู่คนหนึ่ง คือโลกิ (Loki) โลกิสาบานเป็นพี่น้องกับโอดิน จึงได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในพวกเทพแอซิร์ โลกิเป็นคนรูปงามมีสติปัญญา แต่ชอบเล่นตลกกลั่นแกล้งคน และมักทำอะไรเกินเลยจนเกิดปัญหา และเป็นต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดวันแรกนารอค โลกิมีภรรยาชื่อซิกิน (Sigyn) มีบุตรสองคน แต่ก็ยังลอบเป็นชู้กับนางยักษ์อังร์โบดา (Angrboda) มีบุตรสามคน บุตรคนโตคือสุนัขป่าเฟนริร์ ซึ่งกัดมือทีร์ขาด คนรองเป็นมังกรสมุทร์ยักษ์โยมุนกันด์ ส่วนคนสุดท้องคือเฮล ราชินีนรก มีร่างครึ่งหนึ่งเป็นหญิงงาม อีกครึ่งเป็นซากศพเน่าเปื่อย เหล่าเทพเจ้าเป็นว่าบุตรของโลกิเหล่านี้จะเป็นภัย จึงมัดเฟนรีร์ไว้ด้วยเชือกวิเศษของคนแคระ โยนโยร์มุนกันด์ลงทะเล และเนรเทศเฮลไปยังนิเฟลไฮม์

อยู่มาวันหนึ่ง บัลเดอร์ฝันว่าตัวเองจะตาย จึงไปหาบิดามารดาเล่าฝันให้ฟัง โอดินได้ฟังก็ลงไปยังนิเฟลไฮม์เพื่อหาวิญญาณนักพยากรณ์คนนึ่ง นักพยากรณ์นั้นว่าบัลเดอร์จะต้องตาย ฟริกก์จึงไปหาสรรพสิ่งทั้งปวงในโลก ขอให้สาบานว่าจะไม่ทำร้ายบัลเดอร์ ทุกสิ่งทั้งดินน้ำลมไฟ โรคภัยไข้เจ็บ พืชและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็ยอมสาบาน ยกเว้นกาฝากของต้นโอ๊คที่เรียกว่ามิสเซิลโท

พวกเทพเจ้าเห็นบัลเดอร์โดนอะไรก็ไม่ตาย จึงสนุกสนานด้วยการโยนของต่างๆ ใส่บัลเดอร์ โลกิมีใจอิจฉาจึงไปหลอกถามฟริกก์จนรู้ว่ามิสเซิลโทไม่ได้สาบาน จึงเอากิ่งมิสเซิลโทมาทำลูกศร แล้วหลอกโฮเดอร์ซึ่งตาบอดให้ขว้างศรมิสเซิลโทใส่บัลเดอร์ แล้วก็จับมือโฮเดอร์ยิงศรนั้นโดนหัวใจของบัลเดอร์ตาย

ฟริกก์ให้คนลงไปขอไถ่ชีวิตบุตรกับเฮลที่นิเฟลไฮม์ เฮลบอกว่าหากทุกสิ่งในโลกร้องไห้ให้กับบัลเดอร์จะยอม ทุกสิ่งในโลกจึงพากันร้องไห้ ยกเว้นนางยักษิณีตนหนึ่งซึ่งเป็นโลกิปลอมตัวมา เฮลเห็นยังมีคนไม่ร้อง ก็ไม่ยอมคืนบัลเดอร์ พวกเทพจึงต้องนำร่างกับสมบัติของเขาใส่เรือเผาไฟปล่อยให้ลอยไป นันนาภรรยาของบัลเดอร์โศกเศร้าจนหัวใจแตกสลายตาย

หลังการตายของบัลเดอร์ อัสการ์ดกับวานาไฮม์ก็มีแต่ความเศร้าหมอง ในที่สุดเทพเจ้าทั้งหลายจึงจัดงานรื่นเริงขึ้นเพื่อบรรเทาความทุก โดยที่โลกิไม่ได้รับเชิญ แต่ระหว่างงาน โลกิก็เข้ามา และเริ่มแฉความลับและจุดอ่อนของเทพแต่ละองค์ ระหว่างนั้นธอร์เพิ่งจะมาถึง โกจึงว่าอย่างหยาบคายแล้วหนีไป ไม่ช้า พวกเทพก็รู้ว่าโลกินี่เองที่เป็นเหตุให้บัลเดอร์ตาย พวกเทพจึงออกล่าโลกิ และตัดสินให้ลงโทษโลกิ โดยสาปบุตรคนหนึ่งของโลกิกับซิกินให้เป็นสุนัขป่า แล้วให้ไปกัดน้องชายตัวเองจนตาย แล้วก็เอาเครื่องในของบุตรที่ตายมาพันธาการโลกิไว้กับหินคมในถ้ำแห่งหนึ่ง เอางูพันไว้ที่หินย้อยเหนือศีรษะให้งูนั้นหยดน้ำพิษลงมาใส่ใบหน้า ซิกินภรรยาของโลกิก็เพียรเอาชามมารองพิษไว้ แต่พอชามเต็ม นางก็ต้องออกไปเททิ้ง ตอนนั้นพิษก็จะตกต้องหน้าโลกิอีก

ต่อไปนี้จะเป็นเรื่องของวันแรกนารอค จะขอโควทมาจากหนังสือเลย ดังนี้

"...ความตายของบัลเดอร์และการลงโทษโลกิเป็นสัญญาณเริ่มต้นของวันแรกนารอค ไม่ช้าพวกยักษ์ก็ดุร้ายขึ้น มนุษย์รบพุ่งฆ่าฟันกันเอง มิดการ์ดหนาวเป็นกลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้คนทั้งหมดพากันตาย จะมีเพียงสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ปีนขึ้นไปบนต้นยิกดราซิลเท่านั้นจึงรอดชีวิตได้ หมาป่าอุปราคาสโคลล์และฮาติจะกลืนกินพระอาทิตย์พระจันทร์ได้สำเร็จ ดาวจะดับแสง และโลกจะตกอยู่ในความมืดมิด

โลกิกับเฟนรีร์จะหลุดจากที่ขัง โยร์มุนกันด์จะสะบัดตัวให้คลื่นเข้าท่วมแผ่นดิน โลกิจะเข้ากับพวกยักษ์และทำทัพบุกอัสการ์ด เฮลจะขึ้นจากนรกมาร่วมศึกกับบิดา เขาสัตว์ของไฮม์ดัลล์จะดังไปทั่วพิภพทั้งเก้า เทพเจ้าและยักษ์จะรบกันในสมรภูมิชื่อวิการ์ด (Vigard) เฟนรีร์จะฆ่าโอดิน และจะถูกบุตรของโอดินฆ่า โลกิกับไฮม์ดัลล์ และธอร์กับโยร์มุนกันด์จะจับคู่รบกันจนตายทั้งสองฝ่าย ทีร์จะรบกับหมาป่าเฝ้าประตูนรกชื่อการ์ม (Garm) และพากันตายเช่นเดียวกัน แล้วจ้าวแห่งมุสเปลไฮม์ ซูร์ต ก็จะทำเพลิงผลาญอัสการ์ดและมิดการ์ดจนพินาศในที่สุดปฐพีจะจมลงในทะเลหายสูญไป เช่นนี้เองจึงเรียกว่าวันมหาวินาศแรกนารอค

แต่แม้พิภพทั้งเก้าจะพินาศ ต้นยิกดราซิลก็ยังคงอยู่ และโลกใหม่จะผุดขึ้นจากทะเล สามีภรรยาที่รอดตายเพราะปีนต้นยิกดราซิลชื่อ ลีฟ (Lif) และลีฟธราซิร์ (Lifthrasir) จะสมรสมีบุตรหลานและทำให้มนุษย์กลับเต็มพื้นแผ่นดินอีกครั้ง

ก่อนที่พระอาทิตว์จะถูกสโคลล์กลืน นางจะให้กำเนิดบุตรสาว และบุตรสาวนั้นจะกลับมาให้แสงสว่างแก่โลกอีก บุตรของโอดินชื่อวิดาร์ (Vidar) และวาลิ (Vali หรือ Vale) จะรอดชีวิตพร้อมกับบุตรของธอร์ชื่อโมดิ (Modi) และแมคนิ (Magni) ซึ่งจะหาค้อนที่หายไปของบิดาจนพบ บัลเดอร์ นันนา และโฮเดอร์จะได้กลับฟื้นขึ้นจากนรก และคนทั้งปวงจะอยู่กันอย่างสันติสุขชั่วนิรันดร์..."

จบตำนานแรกนารอคค่ะ พิมพ์เมื่อยเลย ใครสนใจปกรณัมเคลติก ติวตันนิก แนวๆนี้ หาหนังสือ "ปวงเทพผู้นิราศ" มาอ่านได้ ท้ายเล่มมีแหล่งค้นข้อมูลเพิ่มเติม คราวหน้าจะเอาเรื่องของบราวนีแห่งเฟิร์นเดลมาลง และอาจจะแถมด้วยลิงค์ที่มีอยู่ในหนังสือ เป็นอันจบรายการโฆษณาหนังสือค่ะ

หลังจากนั้น อาจจะพักเรื่องปกรณัมไว้ และไปจับเรื่องอื่นมาสลับนะคะ